ความเป็นมาของฉาบzildjian ครับ
posted on 28 Jun 2009 20:47 by rhythm-drum
ขอเล่าประวัติสั้นๆของผู้ผลิตฉาบรายใหญ่ที่สุดในโลกซะหน่อยนะคร ับ ส่วนหนึ่งของข้อมูลผมได้มาจากหนังสือ
ประวัติของ armand zildjian ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ข้อมูลที่เหลือ มาจาก Cymbal Book
และการพูดคุยกับคนในวงการ
กลองและฉาบรุ่นเก่าครับ
เริ่มต้นที่ปีคริสตศักราช 1623 Avedis I Zildjian บรรพบุรุษของตระกูล
เป็นผู้ค้นพบสูตรในการผสมโลหะและกรรม
วิธีการผลิตฉาบ ซึ่งแกก็ส่งต่อผ่าน ลูกหลานในรุ่นถัดๆมา ซึ่งก็ทำการผลิตฉาบอยู่ในประเทศตุรกีเรื่อยมา
จนมาใน
ช่วงต้นศตวรรษ 1900 Keropi Zildjian (สังเกตว่าเป็นที่มาของชื่อ K.Zildjian) เสียชีวิต คุณลุง Aram
Zildjian ซึ่งรับ
สูตรมาจาก Keropi ก็เริ่มแก่ตัว เลยต้องหาคนรับสูตรต่อ ซึ่งก็คือ Avedis III Zildjian
ซึ่งโยกย้ายมาใช้ชีวิตในอเมริกา
ได้พักใหญ่แล้วและไม่ต้องการผลิตฉาบ แต่สุดท้ายก็จำยอม แต่มีเงื่อนไขว่าแกจะไม่กลับไปตุรกี
ผลก็คือจุดกำเนิด
ของโรงงาน zildjian ในอเมริกาในปี 1929
คุณลุง aram ฝึกสอน avedis III อยู่พักใหญ่ๆ ก็กลับตุรกีไปเพื่อบริหารโรงงานในตุรกีต่อ ด้วยเหตุนี้เอง
zildjian
จึงแยกเป็นสองแหล่ง ซึ่งแม้ว่าจะได้รับสูตร และกรรมวิธีมาจากต้นตอเดียวกัน แต่ด้วยปัจจัยต่างๆ ทำให้ฉาบ
K.zildjian
และ A.zildjian ให้เสียงแตกต่างกัน โดยเฉพาะช่วงหลังจากปี 1950's ซึ่งดนตรีแจ๊ซได้รับความนิยมสูง
Avedis Zildjian
ในอเมริกาซึ่งเป็นผู้ผลิตฉาบรายหลักต้องผลิตมากและเร็วขึ้นเพื่ อสนองความต้องการซื้อฉาบ
การผลิตฉาบแต่ละใบ
จึงไม่ได้รับความใส่ใจและใช้เวลามากเหมือนช่วงก่อนๆ ซึ่งเห็นชัดจากรอย hand hammered ซึ่งจะเบาบางกว่า
K.Zildjian
อย่างเห็นได้ชัด เสียงที่ได้จึงแตกต่างออกไป
อย่างไรก็ตามทุกอย่างเปลี่ยนไปในปี 1964 เมื่อ The Beatles ออกทีวีในอเมริกา Ringo Star ซึ่งใช้ฉาบ
Avedis Zildjian
และ กลอง Ludwig ทำให้รายการสั่ง ซื้อฉาบ Avedis Zildjian
พุ่งพรวดจนถึงกับมีช่วงหนึ่งที่คนสั่งซื้อฉาบใหม่ต้อง
รอนานถึง 6 เดือน Avedis จึงตัดสินใจใช้เครื่องจักรเข้าช่วย ซึ่งจะเห็นได้ชัด จากรอย machine hammered
ซึ่งบาง และเป็น pattern ชัดเจน
ช่วงปลายปี 1960's ดนตรีร้อคได้รับความนิยมสูง
ฉาบรุ่นเก่าๆจะทำในมาตรฐานน้ำหนักเก่าซึ่งจะเบากว่าช่วงนี้
เนื่องจากดนตรีร้อคจะเสียงดังในขณะที่ กลองไม่มี Amplifier เหมือนกีต้าร์
นอกจากมือกลองจึงต้องตีแรงขึ้นเป็นเหตุ
ให้ฉาบแตกเสียหายได้ง่ายแล้ว ส่วนใหญ่เสียงฉาบก็ไม่สามารถตัดผ่านเสียง กีต้าไปสู่คนฟังได้
(นึกภาพบาร์เล็กๆที่กลองจะไม่มีไมค์ช่วยขยายเสียงนะครับ) มาตรฐานน้ำหนักใหม่จึงถูกนำมาใช้เพื่อสนอง
ความต้องการ ของมือกลองร้อค จะสังเกตได้ว่า medium ride ในช่วงนี้จะเหมือน heavy ride ในช่วงก่อนๆ
ถึง Avedis Zildjian และ Ludwig จะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายฉาบและกลองรายใหญ่ที่สุดในอมเริกา
แต่สำหรับดนตรีแจ๊ซ
K.Zildjian และ Gretsch ยังคงเป็น ที่นิยม เนื่องจากนักดนตรีแจ๊ซชื่อดังส่วนมากจะเล่นโชว์ที่คลับใน
New York Gretsch ซึ่งมีโรงงานอยู่ใน Brooklyn ไม่ไกลจาก Manhattan จึงเป็น ตัวเลือกแรก และด้วย Gretsch
เป็นตัวแทนจำหน่าย
K.Zildjian มือกลองแจ๊ซชั้นนำที่เราๆได้ยินกันในซีดีจึงใช้ Gretsch และ K.Zildjian กันแทบทุกคน
นอกจากเหตุผลด้านความสะดวกแล้ว คุณภาพเสียงของ Gretsch และ K.Zildjian ยังเหมาะสมมากสำหรับดนตรีแจ๊ซ
จึงไม่แปลกที่ Gretsch และ K.Zildjian จะเป็นเครื่องดนตรีที่มือกลองแจ๊ซชั้นนำเลือกใช้
ขอตัดเรื่องมาถึงช่วงปี 1977 โรงงานตุรกี ล้มละลายและปิดตัวลง โรงงานอเมริกาจึงซื้อชื่อ K.zildjian
กลับมา และ
เริ่มผลิต K.zildjian ในแคนาดาช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะผลิตในอเมริกานับแต่นั้นมา
อีกสองปีถัดมา Avedis III Zildjian เสียชีวิต
ลูกชายของแกสองคนซึ่งได้รับสูตรการผลิตมามีปัญหาไม่ลงรอยกัน เลยต้องแบ่งสมบัติกัน
คนโต Armand รับทุกอย่างในอเมริกา คนรอง Robert รับส่วนที่เหลือในประเทศแคนาดา
ซึ่งปีถัดไปแกก็เปิดโรงงานทำฉาบ
Sabian ขึ้นนั่นเอง
ที่มา : Classicdrums.net / ลอกมาอีกทีครับ
ประวัติของ armand zildjian ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ข้อมูลที่เหลือ มาจาก Cymbal Book
และการพูดคุยกับคนในวงการ
กลองและฉาบรุ่นเก่าครับ
เริ่มต้นที่ปีคริสตศักราช 1623 Avedis I Zildjian บรรพบุรุษของตระกูล
เป็นผู้ค้นพบสูตรในการผสมโลหะและกรรม
วิธีการผลิตฉาบ ซึ่งแกก็ส่งต่อผ่าน ลูกหลานในรุ่นถัดๆมา ซึ่งก็ทำการผลิตฉาบอยู่ในประเทศตุรกีเรื่อยมา
จนมาใน
ช่วงต้นศตวรรษ 1900 Keropi Zildjian (สังเกตว่าเป็นที่มาของชื่อ K.Zildjian) เสียชีวิต คุณลุง Aram
Zildjian ซึ่งรับ
สูตรมาจาก Keropi ก็เริ่มแก่ตัว เลยต้องหาคนรับสูตรต่อ ซึ่งก็คือ Avedis III Zildjian
ซึ่งโยกย้ายมาใช้ชีวิตในอเมริกา
ได้พักใหญ่แล้วและไม่ต้องการผลิตฉาบ แต่สุดท้ายก็จำยอม แต่มีเงื่อนไขว่าแกจะไม่กลับไปตุรกี
ผลก็คือจุดกำเนิด
ของโรงงาน zildjian ในอเมริกาในปี 1929
คุณลุง aram ฝึกสอน avedis III อยู่พักใหญ่ๆ ก็กลับตุรกีไปเพื่อบริหารโรงงานในตุรกีต่อ ด้วยเหตุนี้เอง
zildjian
จึงแยกเป็นสองแหล่ง ซึ่งแม้ว่าจะได้รับสูตร และกรรมวิธีมาจากต้นตอเดียวกัน แต่ด้วยปัจจัยต่างๆ ทำให้ฉาบ
K.zildjian
และ A.zildjian ให้เสียงแตกต่างกัน โดยเฉพาะช่วงหลังจากปี 1950's ซึ่งดนตรีแจ๊ซได้รับความนิยมสูง
Avedis Zildjian
ในอเมริกาซึ่งเป็นผู้ผลิตฉาบรายหลักต้องผลิตมากและเร็วขึ้นเพื่ อสนองความต้องการซื้อฉาบ
การผลิตฉาบแต่ละใบ
จึงไม่ได้รับความใส่ใจและใช้เวลามากเหมือนช่วงก่อนๆ ซึ่งเห็นชัดจากรอย hand hammered ซึ่งจะเบาบางกว่า
K.Zildjian
อย่างเห็นได้ชัด เสียงที่ได้จึงแตกต่างออกไป
อย่างไรก็ตามทุกอย่างเปลี่ยนไปในปี 1964 เมื่อ The Beatles ออกทีวีในอเมริกา Ringo Star ซึ่งใช้ฉาบ
Avedis Zildjian
และ กลอง Ludwig ทำให้รายการสั่ง ซื้อฉาบ Avedis Zildjian
พุ่งพรวดจนถึงกับมีช่วงหนึ่งที่คนสั่งซื้อฉาบใหม่ต้อง
รอนานถึง 6 เดือน Avedis จึงตัดสินใจใช้เครื่องจักรเข้าช่วย ซึ่งจะเห็นได้ชัด จากรอย machine hammered
ซึ่งบาง และเป็น pattern ชัดเจน
ช่วงปลายปี 1960's ดนตรีร้อคได้รับความนิยมสูง
ฉาบรุ่นเก่าๆจะทำในมาตรฐานน้ำหนักเก่าซึ่งจะเบากว่าช่วงนี้
เนื่องจากดนตรีร้อคจะเสียงดังในขณะที่ กลองไม่มี Amplifier เหมือนกีต้าร์
นอกจากมือกลองจึงต้องตีแรงขึ้นเป็นเหตุ
ให้ฉาบแตกเสียหายได้ง่ายแล้ว ส่วนใหญ่เสียงฉาบก็ไม่สามารถตัดผ่านเสียง กีต้าไปสู่คนฟังได้
(นึกภาพบาร์เล็กๆที่กลองจะไม่มีไมค์ช่วยขยายเสียงนะครับ) มาตรฐานน้ำหนักใหม่จึงถูกนำมาใช้เพื่อสนอง
ความต้องการ ของมือกลองร้อค จะสังเกตได้ว่า medium ride ในช่วงนี้จะเหมือน heavy ride ในช่วงก่อนๆ
ถึง Avedis Zildjian และ Ludwig จะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายฉาบและกลองรายใหญ่ที่สุดในอมเริกา
แต่สำหรับดนตรีแจ๊ซ
K.Zildjian และ Gretsch ยังคงเป็น ที่นิยม เนื่องจากนักดนตรีแจ๊ซชื่อดังส่วนมากจะเล่นโชว์ที่คลับใน
New York Gretsch ซึ่งมีโรงงานอยู่ใน Brooklyn ไม่ไกลจาก Manhattan จึงเป็น ตัวเลือกแรก และด้วย Gretsch
เป็นตัวแทนจำหน่าย
K.Zildjian มือกลองแจ๊ซชั้นนำที่เราๆได้ยินกันในซีดีจึงใช้ Gretsch และ K.Zildjian กันแทบทุกคน
นอกจากเหตุผลด้านความสะดวกแล้ว คุณภาพเสียงของ Gretsch และ K.Zildjian ยังเหมาะสมมากสำหรับดนตรีแจ๊ซ
จึงไม่แปลกที่ Gretsch และ K.Zildjian จะเป็นเครื่องดนตรีที่มือกลองแจ๊ซชั้นนำเลือกใช้
ขอตัดเรื่องมาถึงช่วงปี 1977 โรงงานตุรกี ล้มละลายและปิดตัวลง โรงงานอเมริกาจึงซื้อชื่อ K.zildjian
กลับมา และ
เริ่มผลิต K.zildjian ในแคนาดาช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะผลิตในอเมริกานับแต่นั้นมา
อีกสองปีถัดมา Avedis III Zildjian เสียชีวิต
ลูกชายของแกสองคนซึ่งได้รับสูตรการผลิตมามีปัญหาไม่ลงรอยกัน เลยต้องแบ่งสมบัติกัน
คนโต Armand รับทุกอย่างในอเมริกา คนรอง Robert รับส่วนที่เหลือในประเทศแคนาดา
ซึ่งปีถัดไปแกก็เปิดโรงงานทำฉาบ
Sabian ขึ้นนั่นเอง
ที่มา : Classicdrums.net / ลอกมาอีกทีครับ